ซุ้มมือปืนภาคกลาง รับปลิดชีพ ยิงเอ็กซ์-จักรกฤษณ์


แฉพบ 2 ชนวนเหตุใหม่ ปมสั่งตาย “เอ็กซ์-จักรกฤษณ์” ทั้งขัดแย้ง “กลุ่มคนใกล้ตัว-ผู้มีอิทธิพล” ประเด็นแรกพบพิรุธ คล้ายถูกลวงมายิง ไม่ทันระวังตัว ส่วนประเด็นที่สอง ผิดสัญญาใจ รับงานแล้วไม่ยอมทำ จึงถูกใบสั่ง จ้างนักฆ่า “ซุ้มมือปืนภาคกลาง” ตามเก็บ ศปอร.ตร. จับตา 2-3 ซุ้ม ที่นิยมใช้ปืนแบบพิเศษ คว้านลำกล้อง ใส่ลูกปืน 9 มม. แล้ว ด้าน “บิ๊กแจ๊ด” ตั้งรางวัลนำจับ 2 แสนบาท ขณะที่ “อ๊อด นครปฐม” เซียนพระชื่อดัง โผล่ให้ปากคำตำรวจ แสดงความบริสุทธิ์ใจ ส่วนพ่ออดีตนักแม่นปืนทีมชาติ ปูด ตร. รู้ปม ลูกชายโดนสังหาร ระบุส่วนตัวไม่เชื่อ ถูกฆ่าจากเรื่องปล่อยพระเครื่อง
จากกรณี นายจักรกฤษณ์ หรือเอ็กซ์ พณิชย์ผาติกรรม อดีตนักกีฬายิงปืนทีมชาติไทย ถูกคนร้ายเป็นชาย 2 คน สวมหมวกกัน น็อก ขี่รถจยย.ฮอนด้า สกู๊ปปี้ ไอ ไม่ทราบทะเบียน ก่อนใช้อาวุธปืนกระหน่ำยิงใส่ขณะกำลังขับรถเก๋งสปอร์ต ปอร์เช่ สีดำ ทะเบียน ชส 2223 กรุงเทพมหานคร พร้อมกับสาวใช้ชาวพม่า บริเวณปากซอยรามคำแหง 166 ถนนรามคำแหง (ฝั่งขาเข้า) แขวงและเขตมีนบุรี ทำให้ นายจักรกฤษณ์ ได้รับบาดเจ็บสาหัส ก่อนไปเสียชีวิตที่ รพ.เสรีรักษ์ เหตุเกิดช่วงค่ำวันที่ 19 ต.ค. ที่ผ่านมา เบื้องต้นตำรวจตั้งปมสังหารไว้หลายประเด็น แต่ให้น้ำหนักไปที่ความขัดแย้งผลประโยชน์เรื่องพระเครื่อง โดยในเวลาต่อมาตำรวจได้ภาพวงจรปิดกลุ่มคนร้ายที่ขี่รถ จยย. ตามประกบ และลงมือยิง รวมทั้งรถเก๋งที่รับมือปืนหลบหนีไปแล้ว อยู่ระหว่างเร่งขยายผลจับกุม ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น
ความคืบหน้า เมื่อวันที่ 22 ต.ค. พล.ต.ต.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รองผบช.น.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ชุดสืบสวนอยู่ระหว่างการสอบปากคำพยานในคดีเพิ่มเติม รวมทั้งเชิญเซียนพระเครื่องในวงการ และบุคคลรอบข้างภรรยาของนายจักรกฤษณ์มาให้ข้อมูล โดยวันที่ 23 ต.ค. จะมีการเรียกประชุมชุดสืบสวน เพื่อตีกรอบประเด็นการก่อเหตุ ขณะนี้อยู่ในช่วงของการรวบรวมข้อมูลพิสูจน์ทราบ ก่อนตัดประเด็นที่ไม่เกี่ยวข้องทิ้ง โดยคดีนี้ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) มีการตั้งรางวัลนำจับมือปืนที่ก่อเหตุแล้ว เป็นเงิน 2 แสนบาท ให้กับผู้ที่แจ้งเบาะแส จนสามารถนำไปสู่การจับกุมคนร้ายได้ด้วย
ต่อมาในช่วงบ่าย “อ๊อด นครปฐม” หรือนายสุนทร บุญญะทวีวัฒน์ อายุ 43 ปี เซียนพระชื่อดัง จ.นครปฐม ที่มีข่าวระบุว่า นายจักร กฤษณ์ เข้าไปสนิทสนมด้วยนั้น เดินทางเข้าพบ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับกรณีที่ผู้ตายเดินทางไปพักอยู่ที่ จ.นครปฐม โดย “อ๊อด นครปฐม” ให้การว่า หลังจากที่ผู้ตายได้รับการประกันตัวออกมาจากเรือนจำมณฑลทหารบกที่ 11 อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม ได้เดินทางไปพักที่บ้านของตนเอง และมีการไปพบปะกับ นายไชยา สะสมทรัพย์ อดีต รมว.พาณิชย์ เนื่องจากเป็นเครือญาติกัน โดยผู้ตายรู้ตัวว่าถูกตามล่า จึงหลบไปพักด้วย แต่ไม่ได้เล่ารายละเอียดว่ามีปัญหากับใคร ถึงขนาดข่มขู่เอาชีวิตกัน ต่อมาผู้ตายเดินทางออกจากบ้านพักของตนเอง บอกว่าจะไปทำธุระ ซึ่งก็ได้คัดค้าน เพราะเป็นห่วง แต่ผู้ตายไม่ฟัง กระทั่งมาเกิดเหตุสลด ภายหลังจาก “อ๊อด นครปฐม” พูดคุยกับ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ แล้ว ได้เดินทางไปที่ บก.สส.บช.น. ให้ปากคำเพิ่มเติมกับ พล.ต.ต.ประยนต์ ลาเสือ ผบก.สส.บช.น.
ที่ สน.มีนบุรี นายมานพ และนางบุญคิด พณิชย์ผาติกรรม บิดาและมารดา ของนายจักรกฤษณ์ เข้าพบ พ.ต.ท.ประดิษฐ์ ทะประสิทธิ์จิตต์ พนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการพิเศษ สน.มีนบุรี ให้ปากคำเพิ่มเติม โดย นายมานพ เปิดเผยว่า สาเหตุที่ทำให้ลูกชายโดนยิงเสียชีวิต คิดว่าไม่ใช่ประเด็นเรื่องพระเครื่อง ส่วนที่ลูกชายเดินทางไปหา “อ๊อด นครปฐม” เซียนพระชื่อดังใน จ.นครปฐม นั้น เป็นเรื่องจริง ซึ่ง 2 คนนี้รักกันมาก อ๊อด สอนทุกอย่าง แม้กระทั่งการดำเนินชีวิต การวางตัว ให้กับลูกชาย ส่วนสาเหตุที่หลบไปอยู่ จ.นครปฐม ไม่รู้ว่าเพราะเหตุอะไร และตอนนี้ข้อมูลลึก ๆ นั้น ทาง ตำรวจรู้แล้วว่าสาเหตุที่ลูกชายโดนลอบยิงนั้นมาจากอะไร ซึ่งต้องไปถามตำรวจเอง
นายมานพ กล่าวต่อว่า สำหรับเรื่องการสะสมพระเครื่องนั้น ลูกชายจะสะสมพระทุกแบบ โดยเฉพาะพระที่มีราคาแพงหลักแสนจนถึงหลักล้าน ล่าสุดได้เอาพระเขื่อนใหญ่ วัดหนัง เขตบางขุนเทียน สมัยรัชกาลที่ 5 มีอายุเป็นร้อยปี มูลค่า 5 แสนบาทไปด้วย แต่ไม่ทราบว่าเอาไปไหน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการคลี่คลายคดีนี้ มีหลายหน่วยงานเข้ามาร่วมไขปริศนาทางคดี ทั้งฝ่ายสืบสวน สน.มีนบุรี กก.สส.บก.น.3 บก.สส.บช.น. บก.ป. และศูนย์ปราบปรามผู้มีอิทธิพลและมือปืนรับจ้าง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอร.ตร.) โดยมีรายงานจากชุดคลี่คลายคดี เปิดเผยว่า ภายหลังได้ภาพจากกล้องวงจรปิด บริเวณที่เกิดเหตุมาแล้ว และได้ทำการตรวจสอบอย่างละเอียด ทำให้ทราบว่า พาหนะที่มือปืนใช้ เป็นรถจยย. ฮอนด้า สกู๊ปปี้ ไอ สีแดงท้ายดำ อย่างไรก็ตามจากภาพวงจรปิดที่ได้มา ทำให้ทราบว่าคนร้ายที่ทำหน้าที่ขี่รถจยย. สวมเสื้อแจ๊กเกตสีขาว ขณะที่มือปืนที่เป็นคนซ้อนท้าย สวมเสื้อแจ๊กเกตสีดำ โดยทั้งคู่สวมหมวกกันน็อกปิดบังใบหน้าทั้งคู่
นอกจากนี้ ในเรื่องประเด็นการสังหาร ที่ตำรวจพุ่งประเด็นไปที่เรื่องความขัดแย้งในการปล่อยพระเครื่องเป็นหลัก นั้น ล่าสุดยังให้น้ำหนักไปที่ความขัดแย้งกับกลุ่มคนใกล้ตัวด้วย เพราะจากแนวทางการสืบสวน มีบางข้อมูลที่ชุดคลี่คลายคดีพบพิรุธ เนื่องจากนายจักรกฤษณ์รู้ตัวเสมอว่าถูกปองร้าย แต่วันเกิดเหตุไม่ทันระวังตัว และคล้ายถูกเรียกออกมาปลิดชีพโดยเฉพาะ โดยมีมือปืนและคนชี้เป้า เฝ้าสังเกตการณ์อยู่ตลอดเวลา กระทั่งสบโอกาสลงมืออย่างประจวบเหมาะ ที่สำคัญมือปืนรู้เป็นอย่างดีว่า ขณะลงมือนั้น จักรกฤษณ์ไม่มีปืนที่จะตอบโต้ได้ เพราะเจ้าตัวไม่สามารถพกพาอาวุธปืน เนื่องจากมีคำสั่งศาลไม่ให้พกพาอาวุธปืน ซึ่งตำรวจอยู่ระหว่างการเร่งรวบรวมพยานหลักฐานในส่วนนี้อยู่ ก่อนจะเชิญกลุ่มคนใกล้ตัวมาทำการสอบสวนว่ามีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่
ขณะเดียวกัน ชุดคลี่คลายคดียังจะได้ทำการตรวจสอบข้อมูลการติดต่อบุคคลต่าง ๆของนายจักรกฤษณ์ ภายหลังจากที่ออกจากเรือนจำทหาร ในห้วงเวลา 2 เดือนที่ผ่านมา จนถึงวันเกิดเหตุด้วย เนื่องจากมีความสงสัยว่าประเด็นการสังหารน่าจะเกิดขึ้นในช่วงเวลา 2 เดือนที่ผ่านมา โดยทางชุดสืบสวนพบว่า ก่อนที่นายจักรกฤษณ์ จะคืนดีกับภรรยานั้น ได้เข้าไปหาผู้ใหญ่ที่ผู้ตายนับถือคนหนึ่ง อยู่ในพื้นที่ภาคกลาง เพื่อขอความช่วยเหลือเพราะคิดว่าตัวเองถูกนายตำรวจที่รู้จักนายหนึ่งยุยงให้ ทะเลาะกับภรรยา ถึงขั้นมีการนำทรัพย์สินกว่า 60 ล้านบาท ออกจากตู้เซฟในธนาคารแห่งหนึ่งด้วย จนอาจมีข้อตกลงบางอย่างที่เสนอแลกเปลี่ยนกับการประสานให้ทั้งคู่กลับมาคืนดี กัน
แต่ภายหลัง นายจักรกฤษณ์ กลับมาคืนดีกับภรรยา ทำให้ข้อตกลงแลกเปลี่ยนกับผู้ใหญ่คนนี้ถูกล้มเลิกไป จึงอาจเป็นชนวนเหตุให้มีความขัดแย้งขึ้น ทำให้ผู้ใหญ่รายนี้ไม่พอใจ ที่ผู้ตายผิดคำพูด จนมีการจัดกลุ่มมือปืนรับจ้าง จากซุ้มในภาคกลางแห่งหนึ่งมารับงานให้สังหารเหยื่อ โดยขณะนี้ทาง ศปอร.ตร. กำลังติดตามพฤติกรรมซุ้มมือปืนต้องสงสัยอยู่ราว 2-3 ซุ้ม ที่ถนัดในการใช้ปืนแบบพิเศษ ที่มีการคว้านลำกล้องให้มีขนาดใหญ่ สำหรับใช้ยิงกระสุนขนาด 9 มม. โดยปืนชนิดนี้มีการซื้อขายตามตะเข็บชายแดนในราคากระบอกละไม่กี่พันบาท สาเหตุที่ใช้ปืนชนิดนี้นั้นเพื่อเป็นการเบี่ยงประเด็นเรื่องอาวุธปืนให้ ตำรวจเกิดความสับสน ทำให้ยากต่อการติดตามจับกุม
สำหรับปมความขัดแย้งเรื่องการซื้อขายพระในวงการพระเครื่องนั้น ชุดคลี่คลายคดีก็ยังไม่ตัดทิ้ง เพียงแต่อาจเป็นไปได้ว่าผู้ตายนำพระไปขายให้กับคนนอกวงการพระเครื่อง หรือมีนายหน้าติดต่อพาไป ไม่ได้ขายให้กับคนในวงการ เมื่อคนซื้อเห็นว่าพระไม่ได้มาตรฐานตามที่ตกลงราคาไว้ ก็ทำให้มีปัญหากัน ซึ่งขณะนี้ชุดสืบสวนอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเซียนพระในวงการพระ เครื่องทั้งหมดว่าผู้ตายนำพระไปขายให้กับใคร
ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.น.3 ฝากประชาสัมพันธ์ถึงประชาชน ใครพบเห็นรถ จยย.ฮอนด้า สกู๊ปปี้ ไอ สีแดง ท้ายดำ คันดังกล่าว ในช่วงเวลา 18.00-19.00 น. วันที่ 19 ต.ค. ระหว่างซอยรามคำแหง 174 ถึงซอยรามคำแหง 160 (มิสทีน) ถนนรามคำแหง หากสามารถจดจำทะเบียนรถคันดังกล่าวได้ สามารถแจ้งเบาะแสมาได้ที่ กก.สส.บก.น.3 โทร. 0-2518-1619, 0-2518-2353 ตลอด 24 ชั่วโมง มีรางวัลนำจับให้
ต่อมา “อ๊อด นครปฐม” เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวเดลินิวส์ว่า ตลอดระยะเวลาเดือนกว่า หลังจากที่ นายจักรกฤษณ์ มาพักอาศัยอยู่ด้วยนั้น เพราะเจ้าตัวบอกว่าอยู่กรุงเทพมหานครเหงา ต้องอยู่คนเดียว นอกจากนั้นยังห่วงเรื่องความปลอดภัยของตนเอง เพราะการที่อยู่กรุงเทพมหานคร ต้องระวังตัวอยู่ตลอดเวลา ทุกครั้งที่จะกลับเข้ากรุงเทพมหานคร จึงมักพาเพื่อนจากนครปฐมมาด้วยเสมอ ๆ แต่ครั้งล่าสุดที่กลับมานั้น ประมาณ 1 อาทิตย์ก่อนเกิดเหตุ ไม่ได้พาเพื่อนจากนครปฐมกลับมา สำหรับประเด็นเรื่องพระเครื่องที่มีข่าวออกมาว่า ผู้ตายนำพระปลอมไปปล่อยแล้วเกิดปัญหาขึ้นนั้น คิดว่าไม่น่าจะเป็นประเด็นในการสังหาร เพราะผู้ตายเพิ่งเริ่มเข้าสู่วงการค้าขายพระเครื่องได้เพียงเดือนเศษ นอกจากนั้นจากการที่ได้คลุกคลีกับผู้ตาย พบว่าเรื่องเดียวที่เขารู้สึกกังวลและติดค้างในใจ คือเรื่องปัญหากับภรรยาและครอบครัว ซึ่งจากที่สัมผัสได้เค้าเป็นคนรักภรรยามาก และอยากกลับมาเป็นครอบครัวเหมือนเดิม.
 http://www.dailynews.co.th/Content.do?contentId=189747