Garden of Eden
สวน
อีเดน เป็นสถานที่บรรยายไว้ในพระธรรมปฐมกาล
ว่าเป็นสถานที่มนุษย์สองคนแรกที่พระเจ้าสร้างอาดัมและอีฟ
นอกจากนั้นมันยังอยู่ในบันทึกจารึกในตำนานของชาวสุเมเรียนด้วยว่าเป็นดินแดน
ที่พระเจ้าสร้างมนุษย์ที่นั่น โดยสวนนั้นบรรยายไว้ว่าสวยงามราวกับสวรรค์
สงบสุข มีพืชพรรณอาหารอุดมสมบูรณ์ เต็มไปด้วยสัตว์ป่า แม่น้ำใสสะอาด
ต้นไพรพฤษาแผ่เงาร่มเย็น แต่ปัญหาคือถ้าสถานที่นี้มีจริง
มันจะอยู่จุดไหนของโลกกันแน่
โดยหลายคนเชื่อว่าสวนอีเดนนี้อยู่ในโมโสโปเตเนีย ทางภาคกลาง
เนื่องจากบันทึกการสร้างโลกในพระธรรมปฐมกาลได้กล่าวถึงที่ตั้งของสวนอีเด็น
ว่าอยู่ในบริเวณแม่น้ำสำคัญสี่สาย: แม่น้ำพิชอน แม่น้ำกิฮอน แม่น้ำไทกริส
และแม่น้ำยูเฟรติส(ซึ่งอยู่ในบริเวณประเทศอาร์เมเนีย,ยอดเขาอารารัต,เยเรวาน
หรือที่ราบสูงอาร์เมเนีย) ซึ่งอยู่ในบริเวณประเทศอิรักในปัจจุบัน
ซึ่งน่าจะเป็นบริเวณคอเคซัสโบราณโดยเฉพาะบริเวณใกล้กับอาร์เมเนีย
แต่ที่ตั้งของแม่น้ำทั้งสี่ยังเป็นที่ถกเถียงกันและยังไม่มีหลักฐานเป็นที่
แน่นอนที่สนับสนุนที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของแม่น้ำนอกจากที่กล่าวในพระธรรมปฐม
กาลเอง และ วรรณกรรมยิว-คริสเตียนเช่น “จูบิลี”
สมมุติฐานอื่นก็ว่าตั้งอยู่ที่เมโสโปเตเมีย ทวีปแอฟริกา หรือ อ่าวเปอร์เซีย
สมมุติฐานหลังมาจากหลักฐานของลุ่มแม่น้ำสี่สายที่มาพบกันที่เป็นที่ผลิต
ทองคำ และยางไม้หอม ซึ่งตรงกับการพรรณนาการสร้างโลกดังกล่าว
อันดับ 9
El Dorado
เป็น
ภาษาสเปนเดิมมีความหมายว่า “มนุษย์ทองคำ”
แต่กระนั้นในเวลาต่อมาก็เปลี่ยนเป็น “นครทองคำ”
ซึ่งเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยทองคำและอัญมณีที่มีค่า
และปัจจุบันได้กลายเป็นคำอุปมาหมายถึงดินแดนในฝันที่มนุษย์ทุกคนที่ได้มา
แล้วร่ำรวยอย่างรวดเร็ว -
ในตำนานเล่าว่าเรื่องของนครทองคำนี้มาจากอินเดียแดงเผ่าชิบชาเชื้อสายมูอิส
กาบนเทือกเขาแอนดีส เมืองแห่งนี้ทุกบ้านตกแต่งด้วยทอง ทุกอย่างทำด้วยทอง
แม้แต่พิธีกรรมสำคัญของพวกเขาอย่างพิธีบวงสรวงเทวีแห่งทะเลสาบกัวตาวีตา
กษัตริย์มูอิสกาจะต้องทาตัวด้วยยางไม้จนทั่วแล้วลงไปเกลือกในผงทองแล้วโดดลง
ในน้ำในทะเลสาบล้างผงทองตามตัว แล้วโยนเครื่องทองและอัญมณีลงทะเลสาบ
โดยประเพณีดังกล่าวถูกยกเลิกในปี 1500
แต่มันก็ได้กระตุ้นให้มันก็ได้กระตุ้นให้นักสำรวจชาวสเปนและชาวยุโรปเข้ามา
สำรวจและยึดคลองดินแดนหลายแห่งในทวีปอเมริกาใต้(รวมไปถึงการปล้นทองคำจากชาว
พื้นเมืองหลายพื้นที่)
แม้แต่โคลัมบัสก็เคยได้ยินเรื่องนี้และพยายามตามหาเหมือนกัน(เมื่อปี 1502)
โดยคาดว่านครทองคำนี้อยู่ห่างจากแม่น้ำโอรีโนโก ในเวเนซุเอลา
ใช้เวลาเดินทาง 10 วัน แต่ก็ล้มเหลวต่อมา
และต่อมาก็มีนักสำรวจหลายคนพยายามค้นหานครที่ว่านั้นในอเมริกาใต้
โดยครอบคลุมถึงแม่น้ำอเมซอนเลยทีเดียว หากแต่คนที่รอดกลับมานั้นมีไม่กี่คน
และชื่อของเอลโดราโดก็อยู่ในนิยายและวรรณกรรมหลายเรื่อง
นอกจากนั้นยังถูกตั้งเป็นชื่อเมืองและสถานทีในอเมริกาใต้และอเมริกาหลายแห่ง
เช่น เอลโดราโดเคาน์ตีในแคลฟอร์เนียและรัฐอาร์คันซอ
อันดับ 8
Beimeni
หรือ
น้ำพุแห่งวัยเยาว์ เป็นเรื่องเล่าของนักสำรวจสเปน
ที่ได้พบเห็นน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ซึ่งผู้ใดได้ดื่มกินจะกลับเป็นหนุ่มสาวได้
โดยเรื่องนี้เริ่มขึ้นเมืองนักสำรวจสเปนชื่อดังนามฮวน ปองเซ เดอ
ลีอองต้องการเดินทางไปในดินแดนแห่งใหม่คืออเมริกา
ระหว่างทางเขาได้ยินชาวพื้นเมืองที่กล่าวถึงน้ำพุนี้อย่างน่าสนใจ
เขาเลยออกตามหา
โดยสถานที่แรกที่ไปคือบริเวณที่ตั้งของรัฐฟลอริด้าในปัจจุบัน
ไปจนถึงเกาะแห่งหนึ่งคือเกาะบิมินี่
แต่กระนั้นเขาก็ไม่เคยเห็นน้ำพุที่ว่านี้ด้วยตาของตนเองเลยชั่วชีวิต
แต่เขาก็เชื่อว่ามันมีอยู่จริง จึงนำเรื่องของมันเล่าแก่เพื่อนๆ
นักเดินเรือจนเป็นที่แพร่หลายแก่หมู่นักเดินเรือชาวสเปนในยุคสำรวจโลกในเวา
ต่อมา
ปัจจุบันน้ำพุแห่งวัยเยาว์กล่าวเป็นศัพท์ที่ที่อุปมาเกี่ยวกับแนวทางการค้น
หาชีวิตที่จะทำให้ชีวิตมนุษย์ยืนยาวในทางวิทยาศาสตร์
อันดับ 7
Camelot
คา
เมล็อตเป็นเมืองในตำนานของอังกฤษปรากฏในศตวรรษที่ 12 โดยกวีชาวฝรั่งเศส
ชื่อ เครเตียง เดอทรัว
เขาได้แรงบันดาลใจจากเรื่องเล่าของวณิพกที่มาแสดงลำนำในราชสำนักของราชินีเอ
ลินอร์แห่งอากีแตน เครเตียง ที่เล่าถึงความรัก
กษัตริย์อาเธอร์และเมืองหลวงที่วิเศษแห่งนี้ในโลก -
ตามตำนานเล่าว่าคาเมล็อตตั้งอยู่ในป่าเขาและที่ใจกลางเมืองมีปราสาทที่เป็น
ที่อยู่ของกษัตริย์อาเธอร์ และอัศวินโต๊ะกลม ที่ปกครองด้วยสามัคคีธรรม
ซึ่งเป็นดินแดนในฝันของคนยุคกลางสาเหตุก็เนื่องมากจากช่วงเวลานั้นเต็มไป
ด้วยสงครามและโรคระบาด - คาเมล็อต
เป็นดินแดนมหัศจรรย์ที่ดึงดูดจิตใจผู้คนมานานกว่า 8 ศตวรรษ
หลายคนต่างเสาะแสวงหาตามที่ต่างๆ
ว่าเมืองแห่งนี้แท้ที่จริงคือเมืองไหนกันแน่และกษัตริย์อาเธอร์มีความจริง
หรือเปล่า แต่จนบัดนี้ก็ไม่สามารถหาคำตอบได้
แต่เชื่อกันว่าปราสาทอาเธอร์แห่งเมืองคาเมล็อตน่าจะเป็น
ปราสาทแคดเบอร์รีที่เมืองเซาท์แคดเบอร์รีมณฑลซอมเมอร์เซ็ตเป็นสถานที่ที่น่า
เชื่อถือที่สุด
เพราะปราสาทนี้เป็นป้อมปราการขนาดใหญ่ที่สุดของอังกฤษในช่วงเวลาที่น่าจะ
เป็นยุคสมัยของกษัตริย์อาร์เธอร์
และเป็นศูนย์บัญชาการของกษัตริย์นักรบผู้ทรงแสนยานุภาพ
อีกทั้งในปลายศตวรรษที่ 5
ซึ่งเป็นช่วงที่กษัตริย์อาร์เธอร์น่าจะมีพระชนม์ชีพอยู่
ป้อมนี้ถูกโรมันตีแตกไปเมื่อ ค.ศ.83 และทิ้งให้ร้างต่อมาถึง 400
ปีก่อนจะมีการบูรณะขึ้นมาอีกครั้ง มีร่องรอยของอาคารไม้และห้องโถงยาว 19
เมตร ซึ่งอาจเคยเป็นที่ตั้งโต๊ะกลมของบรรดาอัศวินก็ได้
อันดับ 6
Cockaigne
เป็น
ดินแดนจินตนาการในตำนานในยุคกลาง ที่เรียกว่าสวรรค์บนดินชัดๆ โดยเล่าว่า
เป็นดินแดนที่ไม่มีกฎหมายและไม่มีกฎใดๆ ในเมืองแห่งนี้ มีเสรีภาพทางเพศ
มีอาหารการกินอุดมสมบรณ์ทั้งบนดินและบนท้องฟ้า(ฝนตกเป็นชีส)
และอากาศที่สบายเหมาะแก่การนอน โดยเมืองแห่งนี้ปรากฏอยู่ในบันทึก the Latin
"Cucaniensis" และ the Middle English "Cokaygne" นอกจากนั้นในประเทศต่างๆ
เรียกชื่อเมืองนี้แตกต่างกัน เช่น ดัตช์เรียกเมืองนี้ว่า
"ดินแดนแห่งความขี้เกียจ" เยอรมันเรียกเมืองนี้ว่า
"ดินแดนแห่งน้ำนมและน้ำผึ้ง" สวีเดนเรียก ดินแดนเพื่อนสันหลังยาวและไขมัน
บางประเทศก็เรียก "ดินแดนแห่งอาหาร"
แน่นอนดินแดนแห่งนี้ไม่มีอยู่จริงในโลกแน่นอน
โดยที่มาของเมืองนี้เป็นการสมมุติเมืองแบบยูโทเปียแบบเมืองสวรรค์
ที่ความเกียจคล้ายและการกินเป็นอาชีพหลัก
ซึ่งถือว่าเป็นดินแดนในฝันของชาวนายุคกลาง ซึ่งอาชีพชาวนาสมัยนั้นลำบากมากๆ
อันดับ 5
Valhalla
สวรรค์
วัลฮัลลา เป็นตำนานของสแกนดิเนเวีย ปรากฏในศตวรรษที่ 13 ในกวี Edda
ตามตำนานเล่าว่าที่แห่งนี้เป็นสวรรค์ของชาวนอร์ส(หรือพวกไวกิ้ง)
ปกครองโดยพระเจ้าโอดินที่มีคำสั่งให้วาลคิวรี(ผมเขียนถูกหรือเปล่า)รวบรวม
วิญญาณของเหล่านักรบผู้กล้าที่ตายมาในดินแดนแห่งนี้
เพื่อฝึกฝนเตรียมตัวในการทำสงครามแร็คนาร็อก
โดยจะมีสัตว์ประหลาดออกมาเพื่อต่อสู้
หากชนะก็จะสามารถกินดื่มกันไม่อั้นในมีอาคารขนาดใหญ่ที่เรียกว่าวิหารแห่ง
นักรบ Valhalla วิหารแห่งนี้มี 540 ประตู ใช้หอกเป็นจันทัน
ใช้โล่เป็นหลังคา และใช้แผ่นเกราะตรงหน้าเป็นม้านั่ง
นอกจากนั้นยังมีหมาป่าเป็นผู้รักษาประตูทิศตะวันตกและนกอินทรีย์คอยบินโฉบ
เฉี่ยวไปมา ที่นี้สามารถดื่มสำราญกันอย่างไม่มีสิ้นสุด
หมูที่กินไปหมดแล้วก็มีมาเรื่อยๆ ไม่รู้จักหมด
น้ำที่ดื่มเป็นไวน์ที่ดื่มก็ไม่มีพร่อง และเมื่อถึงเวลาสงครามนักรบ 800
คนจะเดินสวนสนามออกไปทางแต่ละประตู
(ดินแดนแห่งนี้ปรากฏในการ์ตูนเรื่องการผจญภัยของบิลลี่กับแมนดี้)
อันดับ 4
Avalon
อวา
ลอน (คาดว่ามาจากคำในภาษาเคลติก abal หมายถึง แอปเปิล)
เป็นเกาะและเมืองในตำนานกษัตริย์อาเธอร์
ได้เชื่อว่าเป็นเมืองที่กษัตริย์อาเธอร์อยู่ก่อนที่เขาจะเสียชีวิต
ปรากฏครั้งแรกในวรรณกรรมของเจฟฟรีย์แห่งมอนมอธ ในบันทึกประวัติศาสตร์จำลอง
ฉบับ ค.ศ. 1136 เรื่อง Historia Regum Britanniae
("ประวัติกษัตริย์แห่งบริเตน")
ในตำนานเล่าว่าในที่แห่งนี้เป็นดินแดนแห่งแอปเปิล
มีที่สวยงามและอร่อยที่สุดในโลก
และยังเป็นสถานที่ที่สร้างดาบเอ็กซ์คาลิเบอร์ของกษัตริย์อาเธอร์
และเป็นที่ซึ่งอาเธอร์ใช้รักษาแผลบาดเจ็บจากการรบ
หลังจากการศึกครั้งสุดท้ายที่คัมลานน์ นอกจากนั้น ในตำนานของชาวคริสต์
ช่วงที่พระเยซูฟื้นจากความตาย ได้บอกกับโจเซฟว่า
เขาจะไปยังที่อวาลอนแห่งนี้
ซึ่งความจริงแล้วบนโลกของเรามีชื่อเกาะอวาลอนอยู่จริง ในประเทศอังกฤษ
ซึ่งในปีค.ศ.1911 นักบวชที่วิหารกลาสตันเบอรี่ ในซอมเมอร์เซต บน
พบพระศพของกษัตริย์และราชินีคู่หนึ่ง
ซึ่งต่อมาประกาศว่าเป็นพระศพของกษัตริย์อาเธอร์และราชินีของพระองค์
ทางพระเจ้าเฮนรี่ที่ 2
จึงโปรดให้จัดพิธีฝังพระศพขึ้นใหม่เพื่อเป็นสัญลักษณ์อันดีงามและเป็นความ
ฝันของชาวอังกฤษ หากแต่ในเวลาต่อมาก็พบว่ามันเป็นของปลอม
และเกาะอวาลอนที่แท้จริงนั้นก็ยังไม่มีใครทราบว่ามันอยู่ที่ใดกันแน่
(เกาะอวาลอนปรากฏอยู่ในการ์ตูนหลายเรื่อง
หนึ่งในคือการ์ตูนมหาสงครามจอกศักดิ์สิทธิ์)
อันดับ 3
Shangri-La
เป็น
สถานที่จิตนาการที่ปรากฏอยู่ในหนังสือเรื่อง Lost Horizon(แปลไทยในชื่อ
ลับฟ้าปลายฝัน) เขียนโดย เจมส์ ฮิลตัน
โดยหนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1933
เพื่อปลอบประโลมจิตวิญญาณของผู้คนที่กำลังสับสนกับชีวิตหลังสงครามโลกครั้ง
ที่ 1
โดยหนังสือเล่มนี้ทำให้ชาวโลกรู้จักเมืองแชงกรีลาซึ่งเป็นภาษาธิเบตหมายถึง
ทางนำไปสู่ดวงตะวันและดวงจันทร์โดยดวงจิต หรือ ดินแดนอีกด้านหนึ่งของโลก
หรือ แดนสวรรค์บนโลก
โดยหนังสือได้พรรณนาว่าเป็นดินแดนเร้นลับแห่งใดแห่งหนึ่งในธิเบต
และมีความเชื่อที่ว่า นี่คือดินแดนในฝันของมนุษยชาติชุมชนที่สวยงามสงบสุข
มีอารยธรรมสูง ไม่มีความรุนแรง ไร้ซึ่งความกังวลใจ
ตั้งอยู่ท่ามกลางขุนเขาสูงใหญ่ที่ยอดเขาปกคลุมด้วยหิมะตลอดทั้งปี ความสงบ
อากาศเย็น และผู้คนมีความเป็นมิตร มีอายุวัฒนะ
แต่จะหายไปทันทีถ้าใครออกไปนอกเขตแชงกรีลา
ปัจจุบันชื่อของแชงกรีลากลายเป็นชื่อเมืองหนึ่งของจีน คือตี๋ชิง(Diqing)
อำเภอตี๋ชิง เขตจงเตี้ยน บริเวณตะเข็บรอยต่อของมณฑลยูนนานและทิเบต
โดยทางจีนประกาศอย่างเป็นทางการ เมื่อปี 1997 (โดยศึกษาค้นคว้า
ตามคำบรรยายของ เจมส์ ฮิลตัน เทียบกับพื้นที่ต่างๆในประเทศจีนมาร่วมปี)
อันดับ 2
Utopia
ยู
โทเปียเป็นแนวคิดเมืองในอุดมคติที่ไม่สามารถเกิดขึ้นจริงบนโลกของเราได้
โดยแนวคิดนี้เป็นของโทมัส มอร์ นักปรัชญามนุษยนิยมชาวอังกฤษ
เขียนขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1516
โดยตั้งใจเขียนเป็นวรรณกรรมเสียดสีล้อเลียนความโง่เขลาและความเลวร้ายของ
สังคมในสมัยนั้น
โดยสมมุติเมืองหนึ่งที่ผู้คนเป็นคนดีมีศิลธรรมและความพึงพอใจในการใช้ชีวิต
ไม่ให้ความสำคัญกับวัตถุ เห็นเงินทองเป็นสิ่งหยาบช้า ไม่มีค่า
ในเมืองไม่มีกฎหมายออกมาบังคับประชาชนมากมาย
พวกเขาอยู่ร่วมกันด้วยการให้เกียรติซึ่งกันและกัน
ใส่เสื้อผ้าเรียบง่ายคล้ายคลึงกัน เสื้อผ้าแต่ละชุด ใช้ทนทานนานถึงเจ็ดปี
และผู้คนในระดับผู้ปกครองก็ไม่มีสิ่งบ่งบอกด้วยวัตถุใดๆ
ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าอาภรณ์
หรือสิ่งประดับที่ชี้ให้เห็นว่าแตกต่างจากประชาชนอื่นๆบ้านเรือนทุกบ้านเป็น
สวนปลูกดอกไม้ ผลไม้หรือพืชผัก ไม่มีกลอนหรือกุญแจบ้าน เพราะไม่จำเป็น
และความเป็นอยู่ไม่ขัดสน อยู่ดีกินดีมาก ไม่มีการแก่งแย่งกัน
และชาวเมืองต่างทำงานตามหน้าที่โดยไม่เกรียจคร้าน ไม่มีร้านเหล้า
ไม่มีการพนัน หรือสิ่งยั่นยุอื่นๆ ความบันเทิงคือการศึกษาหาความรู้
เรียกได้ว่าเป็นสังคมอุดมคติอย่างแท้จริง
อันดับ 1
Atlantis
แอ
ตแลนติส
เป็นเมืองเกาะในตำนานที่ปรากฏในหนังสือของเพลโตนักคิดแห่งกรุงเอเธนส์
ที่เขียนราว 400 ปีก่อนคริสตกาล ในบทสนทนาระหว่าง "ทิมาอีอุส" กับ
"ไครติอัส" โดยไครติอัส ที่พรรณนาเมืองแห่งนี้ว่า
เป็นเมืองที่ปปกครองโดยกษัตริย์ปกครองแผ่นดินที่มีมหานครบนกลางเกาะ
และในใจกลางนครมีหมาราชวังและวิหารที่ยิ่งใหญ่ของเทพโพไซดอน
ดินแดนแห่งนี้มีความอุดมสมบูรณ์ มีต้นไม้สีเขียวทุกหนแห่ง อากาศที่แสนวิเศษ
ทำให้ผลไม้สุกปีละสองครั้ง ในแผ่นดินมีช้าง และสัตว์อื่นๆ มากมาย
ทั้งสัตว์ป่า และสัตว์เลี้ยง
ที่เมืองก็เจริญมั่งคั่งทั้งมีน้ำพุร้อนและเย็นสำหรับอาบ เป็นน้ำพุประดับ
สวนสาธารณะและสวนผลไม้ มีที่สำหรับออกกำลังกายสำหรับบุรุษและม้า
สนามม้าแข่งขนาดใหญ่ โรงทหาร ห้องคนเฝ้ายาม อู่เรือ ท่าเรือ
เต็มไปด้วยเรือสิน ค้าและเรือทหาร ผู้คนเคารพกฎหมาย
กษัตริย์ของพวกเขาก็ปกครองอย่างชาญฉลาดและยุติธรรม
หากต่อมาพวกเขาต่างละโมบโลภมากและทะเยอทะยานจนเป็นเหตุทำให้ ซุส
กษัตริย์แห่งทวยเทพโกรธเป็นอย่างมากเลยบันดาลให้เกิดมหันตภัยธรรมชาติ
แผ่นดินไหวและน้ำท่วมใหญ่ ทั้งวันและคืนที่โหดร้าย
แผ่นดินแยกและกลืนกินชีวิตนักรบของเอเธนส์ทั้งหมด
ในขณะที่เกาะยิ่งใหญ่แห่งแอตแลนติสก็จมหายไปในทะเลไปตลอดกาล
ปัจจุบันยังมีมีการค้นหาเมืองแอตแลนติสแห่งนี้เนื่องจากเชื่อว่ามีอาวุธ
โบราณร้ายแรงอยู่ที่นั่น โดยคาดว่าอาจอยู่ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
เพราะนักประดาน้ำบางคนพบขุมทองบริเวณนั้นนั่นเอง
ที่มา: http://toptenthailand.com










