
เรื่องราวความรักของเอ็กซ์ จักรกฤษณ์ พณิชย์ผาติกรรม นักกีฬายิงปืนทีมชาติ และ หมอนิ่ม พญ.นิธิวดี ภู่เจริญยศ แพทย์ทางด้านเสริมความงามเกิดขึ้นเมื่อทั้งคู่พบกันครั้งแรกที่ร้านทำเล็บ และหมอนิ่มแอบปลื้มเอ็กซ์มาตั้งแต่ตอนที่เขาเคยให้สัมภาษณ์รายการเจาะใจ ในความรู้สึกของหมอนิ่ม เอ็กซ์เป็นผู้ชายที่เท่ห์มาก ทั้งสองคบหาดูใจกันจนนำไปสู่ประตูวิวาห์ใช้ชีวิตคู่ร่วมกันในปี2550
“ตอนนั้นยังไม่มีเงินด้วยกันทั้งคู่ แต่ก็ต่อสู้สร้างเนื้อสร้างตัวมาด้วยกัน เราเป็นหมอด้านความสวยความงาม มีเงินเดือนประจำ ส่วนเขาเป็นนักกีฬาทีมชาติ” หมอนิ่มกล่าว
ความรักบ่มความหวานจนกระทั่งพยานรัก2คนได้เกิดขึ้นมาคือด.ญ.ชมชนก อายุ 4 ขวบ และ ด.ช.ปรกรักษา อายุ1 ขวบ
“ใช้ชีวิตร่วมกัน 6 ปี เขาเป็นคนมีอารมณ์หวานๆ พูดเพราะ เวลาเราโกรธ เขาจะมีวิธีทำให้เรายิ้มได้ในเวลาใกล้เคียงกัน เขามีเรื่องน่ารักๆ เยอะ อย่างถ้าซื้อของให้เรา เขาจะซื้อของที่ดีที่สุด สวยที่สุด เหมาะสมกับเราที่สุด หรือเวลาที่เขาเล่นกับลูก ก็เล่นกับลูกได้น่ารัก เช่น หลอกให้กินข้าว กินขนม เขาเป็นพ่อที่น่ารักเสมอ” (หมอนิ่มให้สัมภาษณ์ในวันรดน้ำศพเอ็กซ์)
หลายปีผ่านไปชีวิตครอบครัวของทั้งสองดูท่าจะไม่ค่อยดีนัก เพราะเอ็กซ์เป็นคนที่อารมณ์ร้อนและมีความมั่นใจในตัวเองสูง จนมาถึงในช่วงเดือนกรกฎาคม 2556 เรื่องราวของเอ็กซ์ จักรกฤษณ์ กับหมอนิ่ม โด่งดังอีกครั้ง หลังจากที่หมอนิ่มได้แจ้งความข้อหาทำร้ายร่างกาย และใช้ปืนข่มขู่ที่บ้านพัก ก่อนที่เอ็กซ์ จักรกฤษณ์ จะถูกจับดำเนินคดีแต่ก็ได้รับการประกันตัว
ต่อมาเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2556 เอ็กซ์ จักรกฤษณ์ ได้เข้าลงบันทึกประจำวัน แจ้งความว่าถูกภรรยาลักลอบขนทรัพย์สินในตู้นิรภัย ที่ธนาคารกสิกรไทย สาขาสุขาภิบาล 3 และแจ้งความดำเนินคดีต่อธนาคาร สุดท้ายข่าวของเอ็กซ์ก็มาครึกโครมอีกครั้งในคืนวันที่ 19 ตุลาคมหลังจากที่เขาถูกสังหารภายในรถหรูระหว่างที่กำลังจะกลับบ้าน ท่ามกลางความเศร้าเสียใจของหมอนิ่มและครอบครัวที่เปิดเผยว่าชีวิตครอบครัว ของพวกเขากำลังจะดีขึ้นตามลำดับ
“ช่วงหลังเขาดีขึ้นจากที่ไม่เคยขอโทษ เขาก็ขอโทษ หรือถ้าปกติเขาอารมณ์ร้อนที่พอขึ้นแล้วจะคาอยู่ตรงนั้น ก็เปลี่ยนไป ถ้าอารมณ์ขึ้นเขาก็จะลง และแสดงพฤติกรรมว่าขอโทษ และมาหาเราที่บ้านทุกวัน ลูกสาวคนโตน้องชมชนกจะดี๊ด๊ามากเวลาได้เจอพ่อ ส่วนลูกคนเล็ก ก่อนหน้านี้ ลูกไม่สบายเข้าโรงพยาบาล สิ่งพิเศษที่เกิดขึ้นคือ เขาจะมาอยู่กับลูก ทั้งที่ปกติไม่ค่อยอยู่” (หมอนิ่มพูดถึงความสัมพันธ์ที่เริ่มดีขึ้นก่อนที่ความตายจะมาเยือนเอ็กซ์)

”พี่เอ็กซ์รักลูกมาก ก่อนเกิดเหตุประมาณ 3 วัน ได้พูดกับน้องชม ลูกสาวคนโตว่า พระทุกองค์ที่ป๊ามีจะเป็นของลูกทั้งหมด ถ้าป๊าตายไป ซึ่งรู้สึกใจหายเลยว่าทำไมพี่เอ็กซ์ถึงพูดแบบนั้น เสมือนว่ากำลังรู้ตัวว่าตัวเองถูกปองร้ายอยู่ ในส่วนของคดีขอไม่พูดถึง ซึ่งต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจทำงาน ก็อยากบอกกับพี่เอ็กซ์ว่า ไม่ต้องห่วงลูก จะดูแลลูก และตัวเองให้ดีที่สุด หลับให้สบายนะ ” (หมอนิ่ม เปิดใจทั้งน้ำตาในวันพระราชทานเพลิงศพของเอ็กซ์)
ในวันที่24 ต.ค.ได้มีการเผยแพร่จดหมายของเอ็กซ์ จักรกฤษณ์ที่ส่งถึง สรยุทธ สุทัศนะจินดาเมื่อวันที่ 8 ส.ค.ใจความตอนหนึ่งพูดถึงครอบครัวสะท้อนให้เห็นว่าเอ็กซ์ รักลูกมากเพียงใดและเขารับรู้ว่ากำลังจะมีพยานรักคนที่3ที่ใกล้จะลืมตาดูโลก ซึ่งสอดคล้องกับคำสารภาพของนางสุรางค์ ผู้เป็นแม่ยายที่อ้างว่าเอ็กซ์ได้ทำร้ายหมอนิ่มจนกระทั่งแท้งลูกคนทั้ง3 ทั้งๆที่เอ็กซ์เองก็รู้ว่าหมอนิ่มท้องลูกอยู่
”พี่ครับลูกสาวกระผมบริสุทธิ์เหลือ เกิน ผมรักลูกมาก …..ผมกลัวสวัสดิภาพและความปลอดภัยของคนในครอบครัว โดยเฉพาะลูกๆทั้ง 2 คนครับ อีกหนึ่งคนในครรภ์ เป็น 3 คนครับ”

จุดสรุปของเรื่องราวแห่งโศกนาฏกรรมชีวิตครอบครัวของเอ็กซ์ จักรกฤษณ์ มาจากการขยายผลการจับกุมผู้ก่อเหตุที่ยิงเอ็กซ์ การซักทอดถึงผู้จ้างวานคือ นางสุรางค์ ดวงจินดา แม่ของหมอนิ่ม โดยเธออ้างว่าที่ทำลงไปเพราะสงสารลูกสาวที่ต้องโดนเอ็กซ์ทำร้าย หัวอกคนเป็นแม่ที่ต้องเห็นลูกสาวที่เฝ้าถนอมเลี้ยงดูมาถูกทำร้ายครั้งแล้ว ครั้งเล่า จนกลายเป็นความแค้น เมื่อนางสุรางค์อ้างว่า เอ็กซ์ทำร้ายหมอนิ่มในขณะที่ท้องลูกคนที่3 จนถึงขั้นแท้งลูก จุดจบของเอ็กซ์นั้นเป็นผลมาจากจุดระเบิดแห่งความรู้สึกที่แค้นอยู่เต็มอกของ คนเป็นแม่
เรื่องราวของเอ็กซ์ จักรกฤษณ์ ไม่ควรจะเป็นข่าวสารที่เข้ามาแล้วผ่านเลยไป แต่ผู้รับข่าวสารควรจะคิดพินิจให้ดีถึงการครองรัก ครองชีวิตคู่ ดูแลครอบครัวอย่างมีสติและดีที่สุด ชีวิตครอบครัวนี้เป็นบทเรียนความรักให้กับอีกหลายครอบครัว
“…บทเรียนที่สอนให้รู้ว่าครอบครัวต้องอยู่บนพื้นฐานความรัก ความเข้าใจและปราศจากความรุนแรง…” “…บทเรียนที่สอนให้รู้ว่าความรักของแม่ยิ่งใหญ่และแปรเปลี่ยนเป็นพลังที่สามารถทำลายคนที่มาทำร้ายลูกที่ตัวเองรักได้…” “…บทเรียนที่สอนให้รู้ว่าความรักเป็นเหมือนดาบสองคมที่สร้างและทำลายได้ในคราวเดียวกัน….”
@Nookkill
MThai News